4. เนื้อหาสาระทางวิชาการ (Main Content)
4.1 ความหมายและพัฒนาการของการพัฒนาโรงเรียนในบริบทการศึกษาไทย
นักวิชาการด้านการบริหารการศึกษาไทยได้ให้ความหมายของการพัฒนาโรงเรียนว่าเป็นกระบวนการพัฒนาสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาในทุกมิติ ทั้งด้านการบริหารจัดการ การจัดการเรียนรู้ การพัฒนาครู และการสร้างความร่วมมือกับชุมชน (สมาน อัศวภูมิ, 2559) แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองที่ว่าการพัฒนาโรงเรียนต้องเป็นกระบวนการต่อเนื่อง มิใช่การดำเนินงานเชิงโครงการระยะสั้น
พัฒนาการของแนวคิดการพัฒนาโรงเรียนในประเทศไทยมีความเชื่อมโยงกับการปฏิรูปการศึกษา การกระจายอำนาจสู่สถานศึกษา และการนำระบบประกันคุณภาพการศึกษามาใช้เป็นกลไกในการยกระดับคุณภาพโรงเรียน (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2563) แนวคิดการพัฒนาโรงเรียนจึงมิได้แยกขาดจากนโยบายและโครงสร้างการบริหารการศึกษาของประเทศ
4.2 โรงเรียนในฐานะระบบเปิดและความสัมพันธ์กับชุมชน
การมองโรงเรียนในฐานะระบบเปิด (Open System) เป็นแนวคิดที่ได้รับการนำมาใช้อย่างแพร่หลายในงานบริหารการศึกษาไทย เนื่องจากช่วยอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับบริบทภายนอกได้อย่างชัดเจน โรงเรียนได้รับปัจจัยนำเข้าจากชุมชน สังคม และนโยบายการศึกษา ผ่านกระบวนการบริหารจัดการและการจัดการเรียนรู้ เพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ด้านคุณภาพผู้เรียนและคุณภาพการศึกษาโดยรวม (วราภรณ์ รุ่งเรืองศรี, 2561)
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาโรงเรียนไม่อาจดำเนินการโดยลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้ปกครองและชุมชนซึ่งเป็นฐานสำคัญของการจัดการศึกษาในบริบทไทย
4.3 การพัฒนาโรงเรียนไทยในยุคดิจิทัลและยุคปัญญาประดิษฐ์
องค์กรทางการศึกษาไทยได้ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมของโรงเรียนและครูต่อการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล โดยเน้นการพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลของครู การใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ และการปลูกฝังจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยี (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2564)
ในบริบทนี้ ปัญญาประดิษฐ์ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสนับสนุนการจัดการเรียนรู้และการบริหารจัดการ มิใช่สิ่งทดแทนบทบาทของครู ครูไทยในยุค AI จึงต้องทำหน้าที่เป็นผู้ออกแบบการเรียนรู้ ผู้ให้คำปรึกษา และผู้นำทางคุณธรรม เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีความพร้อมต่อการดำรงชีวิตในสังคมดิจิทัลอย่างมีคุณภาพและรับผิดชอบ (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2563; UNESCO, 2023)